อ่านเกม! “Central JD x BBL x Kbank” เปิดตัว “Dolfin Wallet” กระเป๋าเงินดิจิทัล ต่อยอดสู่ “Financial Solution”

โลกทุกวันนี้เป็นยุค “Data Economy” ใครมี Data เปรียบได้กับการครอบครองขุมทรัพย์อันมีค่ามหาศาล ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และหนึ่งในช่องทางที่จะเข้าถึงคลังข้อมูล คือ “e-Payment” เนื่องจากการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวการใช้จ่ายของผู้บริโภค และเมื่อรู้ถึง Data ผู้บริโภคแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การพัฒนาแพลตฟอร์มสู่การเป็น “Financial Solution” ที่เป็นมากกว่าการใช้จ่าย!!

เพราะฉะนั้นหลังจาก เซ็นทรัลกรุ๊ป ร่วมทุนกับ “JD.COM”  (อ่านเพิ่มเติม JD.COM ซัพพลายเชนค้าปลีกครบวงจรและหน่วยธุรกิจ JD Finance หนึ่งใน e-Finance รายใหญ่ของจีน) เริ่มจากก้าวแรก คือ เปิดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “JD.co.th” ล่าสุดเดินหน้าสเต็ปสอง เปิด “Central JD FinTech Holding” ซึ่งเป็นความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง 3 ฝ่ายคือ กลุ่มเซ็นทรัล – JD.COM – JD Digits ผู้ให้บริการ FinTech ของจีน ภายใต้มูลค่าการร่วมทุนกว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

เริ่มนำร่อง “FinTech” ตัวแรก คือ “Dolfin Wallet” (ดอลฟินวอลเล็ท) แอปพลิเคชัน e-Wallet หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลรูปแบบ “Open-loop” ที่สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้า – บริการได้หลากหลายจุดรับชำระเงินดิจิทัล ซึ่งแตกต่างจากโมเดลผู้ให้บริการ e-Wallet ในไทยก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Close-loop ที่ชำระค่าสินค้า-บริการได้เฉพาะจุดรับชำระของเจ้าของแพลตฟอร์ม e-Wallet นั้นๆ เท่านั้น

ดังนั้นเมื่อเป็น “Open-loop” และต้องการเร่งผลักดันให้ “Dolfin Wallet” แจ้งเกิดได้จริงในโลกยุคที่การแข่งขัน FinTech รุนแรงและผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้กลยุทธ์ Collaboration กับธนาคารจึงเริ่มต้นด้วยการจับมือกับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย

อะไรคือ Win-Win Game ที่แต่ละฝ่ายจะได้จากความร่วมมือในครั้งนี้มาดูกัน !!

“Dolfin Wallet” น้องใหม่ e-Wallet ในไทยที่ไม่ได้สตาร์ทจากศูนย์!

แม้ธุรกิจ e-Wallet ในไทยมีคู่แข่งรายใหญ่ที่อยูในตลาดมาก่อน เช่น “TrueMoney” ของแอสเซนด์มันนี่ (บริษัทร่วมทุนระหว่าง “ซีพี” กับ “Ant Financial” (FinTech รายใหญ่สุดของโลก บริษัทในเครือ Alibaba) และ “Rabbit LINE Pay” (เป็นการร่วมทุนระหว่าง Rabbit ในเครือ BTS Holdings – LINE – AIS) ซึ่งแต่ละราย มีความอาวุธทางการแข่งขัน และความได้เปรียบอยู่แล้ว

ในฝั่ง “TrueMoney” มีจุดแข็งอยู่การอยู่ภายใต้บริษัทซีพี ที่มีความแข็งแกร่งด้านช่องทางค้าปลีก เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น, แมคโคร ฯลฯ ขณะที่ในฝั่ง Ant Financial มีทั้งองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการเงินมากมาย จึงสามารถนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จ มาประยุกต์ใช้กับตลาดไทย

ขณะที่ฝั่ง “Rabbit LINE Pay” ใช้ความได้เปรียบในการมีฐานผู้ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส บวกกับฐานลูกค้า LINE กว่า 40 ล้านคน และ AIS กว่า 40 ล้านคน ร่วมกับการสร้างเครือข่ายร้านค้า เพิ่มจุดรับชำระ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม e-Wallet ของตนเอง

แต่อะไรคือ สิ่งที่ “Central JD FINTECH Holding” มั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันได้ในสนามรบนี้ พร้อมทั้งผลักดันให้เป็น e-Wallet ที่ผู้บริโภคไทยเลือกใช้ นั่นคือ “Dolfin Wallet” มีความได้เปรียบในฐานะเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้โมเดลการร่วมทุนระหว่าง กลุ่มเซ็นทรัล” – “JD.COM” – “JD Digits”

กลุ่มเซ็นทรัล ดำเนินธุรกิจค้าปลีกหลายแขนงทั้งในไทย และต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งธุรกิจห้างสรรพสินค้า, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สินค้าตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์เครื่องเขียน หนังสือ และออนไลน์, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต, กลุ่มธุรกิจบริหารและการตลาดสินค้าแฟชั่น และ กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

และปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมีร้านค้าในเครือไม่ต่ำกว่า 5,000 ร้าน โดยตั้งเป้าในปี 2565 จะขยายจำนวนร้านค้าเป็น 7,509 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัดทั่วประเทศ

ผนวกกับมีฐานสมาชิก “The 1 Card” จำนวน 15 ล้านราย

ขณะที่ฝั่ง “JD.COM” และ “JD Digits” ถือเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งทางด้านซัพพลายเชนค้าปลีกครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ และเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเงินดิจิทัลครบวงจรเบอร์ต้นๆ ของจีน ทำให้มีทั้งองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่สามารถนำมาปรับใช้กับแพลตฟอร์ม “Dolfin Wallet”

เช่น AI, ระบบ E-KYC (electronic know-your-customer) มาใช้ยืนยันตัวตน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และช่วยลดขั้นตอนการลงทะเบียนเปิดบริการ ผสมกับเทคโนโลยี Face Recognition หรือระบบจดจำใบหน้า, การอ่านตัวอักษรจากภาพถ่าย (OCR – optical character recognition) เพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้งานจากภาพเซลฟี่ และภาพถ่ายบัตรประชาชน

ก้าวแรกของ “Dolfin Wallet” จะเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ต้องเติมเงินเข้าไปก่อน ถึงใช้ชำระค่าสินค้า-บริการได้ แต่ คุณรุ่งเรืองสุขเกิดกิจพิบูลย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเซ็นทรัลเจดีฟินเทคเผยว่าอนาคตมีแผนจับมือกับทั้ง Visa และ Mastercard เพื่อใช้สำหรับเครดิตดิจิทัลได้ด้วย

5 เป้าหมายเบื้องหลังของ “Dolfin Wallet” 

1. ต่อจิ๊กซอว์ยุทธศาสตร์ 5 ปี (2561 – 2565) ที่ต้องการขับเคลื่อนองคาพยพไปสู่ยุค “NEW CENTRAL, NEW E-CONOMY” ของกลุ่มเซ็นทรัลที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี และเป็นผู้นำดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Market Leader in Digi-Lifestyle Platform) เต็มรูปแบบ

การร่วมทุนกับ JD.com ไม่เพียงทำให้เกิดมาร์เก็ตเพลสแห่งใหม่ แต่ยังสร้างอีก 2 ธุรกิจใหม่ให้กับกลุ่มเซ็นทรัล คือ 1. E-Logistics กลุ่มเซ็นทรัลจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศไทย พร้อมบริการออนดีมานด์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

และ 2. E-Finance กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัท FinTech เต็มตัว ให้บริการด้านการเงินอย่างครบวงจร (One stop – integrated financial system) ครอบคลุมทั้งบริการอีเพย์เมนต์ (E-Payment) และอีไฟแนนเชียล (Financial) สำหรับทั้งลูกค้า และซัพพลายเออร์

ปัจจุบันจากยอดขายรวมของทั้งเครือเซ็นทรัลอยู่ที่กว่า 300,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 50% เป็นการชำระผ่านเงินสด ดังนั้นหากสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มที่ใช้เงินสด มาเป็นการใช้ Digital Payment ได้ จะช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด และทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น

2. แพลตฟอร์มได้ Big Data เพราะตามที่กล่าวไปข้างต้นว่าปัจจุบันเป็นยุค “Data Economy” ใครมี Data มาก และสามารถวิเคราะห์ได้ ย่อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้น “Dolfin Wallet” จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ทำให้ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล ได้ฐาน Big Data ที่เห็นการใช้จ่ายจริงของลูกค้าในระดับ Personalization ที่ต่อไปสามารถนำคลังข้อมูลตรงนี้ ไปวิเคราะห์ เพื่อพัฒนา และนำเสนอสินค้า-บริการทั้งจากเครือเซ็นทรัล และพันธมิตรได้แบบ One on One 

3. เริ่มต้นสร้างฐานลูกค้าผู้ใช้งานจากสมาชิก “The 1 Card” และกลุ่มมนุษย์เงินเดือนนักศึกษา เวลานี้ Dolfin Wallet ยังอยู่ในขั้นตอนขอ license คาดว่าภายในไตรมาส 1 ปีนี้สามารถเปิดให้ใช้งานได้ และภายใน 12 เดือนหลังจากเปิดใช้งานแล้ว คาดว่าจะมีฐานลูกค้า 4 – 5 ล้านราย โดยมาจาก 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1. กลุ่มผู้ถือ The 1 Card และลูกค้าที่ซื้อสินค้า-บริการในเครือเซ็นทรัลอยู่แล้ว / 2. ลูกค้าที่ใช้ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน / 3. กลุ่มคนทำงานบริษัท และนักศึกษา

คุณรุ่งเรืองกล่าวว่า วิธีการกระตุ้นให้คนหันมาใช้ แน่นอนว่าต้องมี Gimmick ด้านโปรโมชัน เช่น ได้สะสมคะแนน The 1 ทุกครั้งที่ใช้จ่าย Dolfin Wallet และสิทธิพิเศษต่างๆ

4. การจับมือธนาคารคือวิธี Short cut ได้ฐานลูกค้าธนาคารและเครือข่ายร้านค้า ความสำเร็จของ Digital Wallet มาจาก 3 องค์ประกอบใหญ่ คือ 1. ฐานผู้ใช้งาน / 2. จุดรับชำระ / 3. เทคโนโลยีที่ต้องทำให้ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว ซึ่งการสร้างความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการเชื่อมต่อระบบ (Sponsor Bank) และมีจุดสแกน QR Code ชำระค่าสินค้าที่รับพร้อมเพย์ QR Code กว่า 3 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด

ขณะที่การจับมือกับ ธนาคารกสิกรไทย” (Kbank) มีจำนวนร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC กว่า 300,000 จุด และร้านค้า K PLUS Shop อีกกว่า 1.7 ล้านราย ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงจากฐานลูกค้าธนาคาร สู่การเป็นลูกค้า Dolfin Wallet

5. ผนึกกำลังธนาคารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แม้ปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการ e-Wallet หลายราย แต่คนไทยส่วนใหญ่ทั่วประเทศยังคงใช้จ่ายเงินสด อุปสรรรคส่วนหนึ่งสที่ทำให้คนไทยยังไม่เปลี่ยนจากใช้จ่ายเงินสด ไปสู่ Digital Payment เพราะ “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย” ดังนั้นการจับมือกับธนาคาร จะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของ “Dolfin Wallet” มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

แบงก์กรุงเทพกสิกรไทยได้ Big Data และ Customer Engagement

คุณจรัมพรโชติกเสถียรกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ด้วยศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการค้าปลีกของ “Central JD FinTech” กับความตั้งใจของธนาคารกรุงเทพในการดำเนินการตาม National ePayment Plan ที่ธนาคารกรุงเทพได้มีส่วนร่วมสนับสนุนมาโดยตลอด ดังนั้นการเป็นพันธมิตรครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด

“ในยุคที่เทคโนโลยี FinTech เข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยความร่วมมือครั้งนี้ธนาคารกรุงเทพให้การสนับสนุน Dolfin Wallet ในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆเช่นการเติมเงินเข้า Wallet รวมทั้งระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้และนำบริการพร้อมเพย์เข้ามาเสริมความสะดวกสบายให้กับไลฟ์สไตล์การเงินของคนไทย”

ขณะที่ คุณวีรวัฒน์ปัณฑวังกูรรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสธนาคารกสิกรไทย เสริมว่า แนวโน้มของ e-Wallet ในไทยจากเดิมเป็นโมเดล close-loop ที่ใช้ได้เฉพาะจุดรับชำระของผู้ให้บริการ e-Wallet รายนั้นๆเท่านั้นแต่ต่อไปผู้เล่นในธุรกิจนี้จะปรับตัวเป็น open-loop ที่สามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้หลายจุดรับชำระแน่นอนว่าต่อไปคนไทยโดยเฉลี่ยจะมี 3 e-Wallet ต่อคนดังนั้นหัวใจของธุรกิจนี้คือผู้ให้บริการต้องทำให้ลูกค้าเสพติดการใช้ e-Wallet ของตนเองให้ได้และสิ่งที่เจ้าของแพลตฟอร์มจะได้คือ Big Data ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากสุดในยุคนี้

ธนาคารกสิกรไทยไม่ได้แชร์ Data การใช้จ่ายของลูกค้า Dolfin Wallet แต่ Data ที่เราจะได้คือ Data การโอนเงินจากแพลตฟอร์มของเราเช่นผ่าน K PLUS เข้าไปเก็บไว้ใน Dolfin Wallet ขณะเดียวกันเป็นการสร้าง Customer engagement ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลจากเดิม Customer engagement จะเกิดขึ้นต่อเมื่อลูกค้ามาทำธุรกรรมที่ธนาคารเท่านั้น

จากก้าวแรกของ “e-Wallet” เชื่อว่าในอนาคต “Central JD FINTECH” ต้องต่อยอดไปสู่การเป็น “Financial Solution” ที่มากกว่าการใช้จ่ายแน่นอน เพราะตามแนวทางของ “JD Digits” หรือที่ก่อนหน้านั้นรู้จักกันในนาม “JD Finance” (รีแบรนด์เป็น JD Digits เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561) ได้ยกระดับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลรอบด้าน ทั้ง Big data, AI, IoT, blockchain และ JD Finance เป็นแบรนด์ลูกของ JD Digits ที่ดูแลด้านการเงินดิจิทัล